eLearning
eLearning คืออะไร?
ลองพิจารณาความหมายของ eLearning ที่มีผู้ให้คำจำกัดความไว้ ดังนี้:
|
นอกจากนี้ ผศ.ดร.ถนอมพร เลาหจรัสแสง ได้กล่าวถึงความหมายของ eLearning ไว้อย่างละเอียดชัดเจน ดังนี้:
“คำว่า E-Learning โดยทั่วๆ ไปจะครอบคลุมความหมายที่กว้างมาก กล่าวคือ จะหมายถึง การเรียนในลักษณะใดก็ได้ ซึ่งใช้การถ่ายทอดเนื้อหาผ่านทางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต เอ็กซทราเน็ต หรือ ทางสัญญาณโทรทัศน์ หรือ สัญญาณดาวเทียม (Satellite) ก็ได้ ซึ่งเนื้อหาสารสนเทศ อาจอยู่ในรูปแบบการเรียนที่เราคุ้นเคยกันมาพอสมควร เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer-Assisted Instruction) การสอนบนเว็บ (Web-Based Instruction) การเรียนออนไลน์ (On-line Learning) การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม หรือ อาจอยู่ในลักษณะที่ยังไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายนัก เช่น การเรียนจากวิดีทัศน์ตามอัธยาศัย (Video On-Demand) เป็นต้นอย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่เมื่อกล่าวถึง E-Learning จะหมายเฉพาะถึงการเรียนเนื้อหาหรือสารสนเทศ ซึ่งออกแบบมาสำหรับการสอนหรือการอบรม ซึ่งใช้เทคโนโลยีของเว็บ (Web Technology) ในการถ่ายทอดเนื้อหาและเทคโนโลยีระบบการจัดการคอร์ส (Course Management System) ในการบริหารจัดการงานสอนด้านต่างๆ โดยผู้เรียนที่เรียนจาก E-Learning นี้สามารถศึกษาเนื้อหาในลักษณะออนไลน์ และ/หรือ จากแผ่นซีดี-รอม ก็ได้ นอกจากนี้ เนื้อหาสารสนเทศของ E-Learning สามารถนำเสนอโดยอาศัยเทคโนโลยีมัลติมีเดีย (Multimedia Technology) และเทคโนโลยีเชิงโต้ตอบ (Interactive Technology)”
eLearning? e-Learning?
E-learning? E-Learning?
ในอดีต ย้อนกลับไปในปี 1998 มีเพียงคำว่า e-learning ซึ่งมีขีด hyphen เช่น SmartForce เป็น “บริษัท e-Learning” และ John Chambers แห่ง Cisco เผยแพร่ e-learning
ครั้นเมื่อ eLearning แพร่หลายเติบโตขึ้น บางท่านได้ตัดขีดทิ้งไป (ควบคู่ไปกับการใช้ตัวใหญ่กับตัวอักษร “L”) บริษัท Microsoft, SRI และ Internet Time Group ใช้ eLearn ลองใช้ search engine เช่น Google ค้นเว็บเพจ จะได้ผลลัพธ์ดังนี้:
วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2547 เมื่อใช้ Google สืบค้นหน้าเว็บ พบเว็บที่มีคำว่า elearning (ไม่มีขีด) จำนวน 105,000 หน้า และเว็บที่มีคำว่า e-learning (มีขีด) 525,000 หน้า ครั้นวันที่ 28 กรกฏาคม พ.ศ.2551 เมื่อลองสืบค้นหน้าเว็บจาก Google อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ คำว่า elearning (ไม่มีขีด) พบว่ามีจำนวนเพิ่มมากถึง 17,100,000 หน้า ขณะที่การค้นคำว่า e-learning (มีขีด) มีถึง 59,800,000 หน้า จะเห็นได้ว่า ภายในระยะเวลาเพียง 4 ปี มีหน้าเว็บต่างๆ ที่กล่าวถึง eLearning และ e-Learning เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมกว่า 100 เท่าตัวทีเดียว และความนิยมในการใช้คำ e-Learning ที่มีขีดนั้นมีมากกว่า
สำหรับชีวิต กล่าวได้ว่า eLearning นั้นไม่มีที่สิ้นสุด มันคือการศึกษาต่อเนื่อง เป็นปริญญาหลักสูตรสี่สิบปี การเรียนรู้เป็นประจำทุกวัน งานกลายเป็นการเรียน การเรียนกลายเป็นงาน และไม่มีใครเลยที่เคยเรียนจบ
ความสามารถในการกระทำคือเป้าหมาย วัตถุประสงค์ก็คือ เพื่อให้มีความสามารถในเวลาที่น้อยที่สุด ด้วยการอบรมน้อยครั้งที่สุด ไม่ใช่มากที่สุด
อย่างไรก็ดี eLearning นั้นไม่ได้เหมาะกับทุกๆ คน เพราะบางคนก็ไม่ถนัด ไม่สามารถเรียนจากภายนอกห้องเรียนได้ แต่เมื่อเทียบกับการฝึกอบรมในห้องเรียน การเรียนแบบออนไลน์ก็มีประโยชน์อย่างยิ่ง ดังตารางต่อไปนี้

การเรียนการสอนแบบใหม่นี้ ก่อนหน้าที่จะมีคำว่า eLearning มีผู้นิยามศัพท์ไว้หลายคำ เช่น eSchool, NetU, Virtual Classroom, E-Education และอื่นๆ ฯลฯ ที่สำคัญได้แก่ ปรามาจารย์ทางด้านการจัดการอย่าง Peter Drucker เขาได้เรียกนวัตกรรมนี้ว่า Webucation ลองอ่านบทความของเขาต่อไปนี้ เพื่อที่ท่านจะได้เข้าใจถึงความจำเป็นของ eLearning หรือที่ Drucker เรียกว่า Webucation
Webucation — การลงทุนที่เพิ่มขึ้นในอินเทอร์เน็ต
ผศ.ดร.นิป เอมรัฐ แปลจาก Putting More Now Into The Internet โดย Peter F. Drucker
ตีพิมพ์ในนิตยสาร Forbes ฉบับประจำวันที่ 15 พฤษภาคม 2000
โดยการจุดประกายจากอินเทอร์เน็ต การศึกษาผู้ใหญ่แบบต่อเนื่องอาจกลายเป็นอุตสาหกรรมที่เจริญเติบโตสูงสุดของเรา

การศึกษาเป็นส่วนสำคัญหลักของผลิตภัณฑ์ประชาชาติเบื้องต้น (Gross National Product - GNP) ของสหรัฐอเมริกา ผมเชื่อว่า ขณะนี้ อเมริกาได้ใช้เงินประมาณหนึ่งล้านล้านเหรียญ ($1 trillion) ไปกับการศึกษาและการฝึกอบรม ตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้ให้กับสถาบันการศึกษาแบบเก่า ซึ่งปัจจุบันใช้เงินประมาณร้อยละ 10 ของ GNP (ร้อยละ 6 กับการศึกษาในระดับชั้นอนุบาลถึงมัธยมศึกษา และร้อยละ 4 กับการศึกษาในระดับอุดมศึกษา) จำนวนเงินที่เพิ่มมากขึ้นนี้จะถูกใช้ไปในการศึกษาผู้ใหญ่แบบต่อเนื่อง
การส่งผ่านข้อมูลแบบออนไลน์ (Online Delivery) เป็นผู้จุดประกายให้แก่การเติบโตนี้ แต่ความต้องการการศึกษาตลอดชีวิตนั้น มีสาเหตุมาจากความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสังคม พูดง่ายๆก็คือ ประชาชนผู้ซึ่งได้รับการศึกษามาเป็นอย่างดีแล้ว อีกทั้งยังประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างมาก กลับมีความรู้สึกเพิ่มมากยิ่งขึ้นทุกทีว่า พวกเขากำลังไม่อาจรักษาสถานภาพที่ดีนี้ไว้ได้
ผมสอนนักบริหารธุรกิจระดับอาวุโสหลายท่านในหลักสูตรการจัดการชั้นสูงที่ Claremont Graduate School ชั้นเรียนส่วนใหญ่ประกอบด้วยทั้งชายหญิงในวัยประมาณสี่สิบเศษ ซึ่งถูกเลือกส่งให้เข้าเรียนโดยบริษัทของพวกเขาเอง เขากลับเข้าชั้นเรียนอีกครั้ง เพราะต้องการวิธีใหม่ๆในการมองดูสิ่งต่างๆซึ่งอยู่นอกเหนือจากความสามารถที่พวกเขามี เขาต้องการเรียนรู้ที่จะมองดูสิ่งต่างๆเป็นองค์รวม ไม่แยกส่วน หลายท่านมาที่นี่เพื่อไตร่ตรองถึงประสบการณ์ของเขาเอง มองดูตนเองในมุมมองที่กว้างขึ้น พวกเขาจำต้องมีสิ่งนี้ เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่ทำให้ต้องรู้สึกพิศวงงงงวย
พวกที่เป็นวิศวกรบอกกับผมว่า เขาต้องการหลักสูตรเพื่อฟื้นความรู้ใหม่ในเรื่องที่พวกเขาสนใจเป็นพิเศษ อย่างน้อยก็ทุกๆปีเว้นปี นอกจากนี้ ยังต้องการ - พวกเขาใช้คำว่า - “การอาบซ้ำความรู้” (Reimmersion) ในเรื่องพื้นฐานต่างๆ ทุกสี่ปีเป็นอย่างน้อย ผู้ปฏิบัติงานที่มีความรู้ในสาขาอื่นๆอีกจำนวนนับล้านคนก็มีความต้องการที่ไม่แตกต่างกัน ตลาดสำหรับการศึกษาต่อเนื่องนั้นได้เติบโตขึ้น และมีขนาดใหญ่กว่าที่คนส่วนมากคิด ผมคะเนว่า ในอเมริกาตอนนี้ มันมีค่าราวร้อยละ 6 ของ GNP และจะมีค่าใกล้เคียงกันในเวลาไม่นานนับจากนี้ ในประเทศที่พัฒนาแล้วชาติอื่นๆ กล่าวได้ว่า ตลาดนี้กำลังเติบโตขึ้นมาก
ทำไมจึงเกิดการระเบิดขึ้นของอุปสงค์นี้? เราทุกคนดำเนินชีวิตอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่ซึ่งความรู้ถูกจัดให้เป็นทรัพยากรที่มีค่าสูงสุด หาใช่ตึกอาคารหรือเครื่องจักรกลไม่ เราอยู่ในที่ซึ่งผู้ปฏิบัติงานที่มีความรู้ (Knowledge-Workers) จัดเป็นแรงงานกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ ก่อนศตวรรษที่ 20 ผู้ปฏิบัติงานส่วนใหญ่เป็นคนงานที่ต้องใช้กำลัง (Manual Workers) ปัจจุบันนี้ ในอเมริกา มีเพียงร้อยละ 20 เท่านั้น ที่ทำงานใช้แรง ส่วนที่เหลือเกือบครึ่ง คือร้อยละ 40 ของแรงงานทั้งหมดของเรา เป็นผู้ปฏิบัติงานที่มีความรู้ ในประเทศที่พัฒนาแล้วประเทศอื่นๆ ก็มีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันนี้
ผู้ปฏิบัติงานจำต้องแสวงหาทักษะความชำนิชำนาญ (Skills) แต่ความรู้ (Knowledge) นั้นต่างจากทักษะ ทักษะเปลี่ยนแปลงช้ามาก หากโซเครติส (Socrates) ได้มาอยู่ในโลกปัจจุบันและกลับมาประกอบอาชีพเป็นช่างก่อหินอีกครั้งหนึ่ง เขาจะยังคงรู้จักเครื่องมือทุกๆชิ้น และจะรู้ถึงวิธีใช้มัน งานที่เขาทำเสร็จก็จะใช้ได้ดี เหมาะกับสภาพปัจจุบัน แม้ว่าเขาจะทำมันขึ้นมาจากทักษะสำหรับการดำเนินชีวิตเมื่อ 2,400 ปีก่อน ในภาษาดัช ดรัคเกอร์ (Drucker) แปลว่า ช่างพิมพ์ บรรพบุรุษชาวฮอลันดาของผมประกอบธุรกิจร้านขายรูปภาพพิมพ์อยู่ในเมืองแอมซเทอะแด็มตั้งแต่ปี 1517 จนถึงปี 1730 ในช่วงเวลานับร้อยปีนั้น ไม่มีพวกเขาคนใดเลยที่ต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ในการพิมพ์ และมันเป็นเช่นเดียวกันในเกือบทุกๆอุตสาหกรรม อย่างในการตัดเย็บเครื่องแต่งตัว ก็ไม่มีความต้องการในทักษะใหม่ๆใดๆเลยตั้งแต่เมื่อครั้งที่ชาวฮังการีประดิษฐ์รังดุมขึ้นในศตวรรษที่ 11
ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ผู้ปฏิบัติงานที่มีทักษะล้วนได้เรียนรู้ถึงสิ่งต่างๆที่พวกเขาจำเป็นต้องรู้ เสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่เมื่อพวกเขาเสร็จสิ้นการฝึกหัดในวัย 18 หรือ 19 ปี แต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นกับผู้ปฏิบัติงานที่มีความรู้ในยุคปัจจุบัน แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมในห้องทดลองอายุรเวช ช่างซ่อมคอมพิวเตอร์ ทนายความ และผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ แทบไม่สามารถติดตามพัฒนาการต่างๆที่เกิดขึ้นในวงความรู้ของพวกเขา นี่คือสาเหตุที่ทำให้ สมาคมวิชาชีพจำนวนมากพิจารณาให้การศึกษาต่อเนื่องเป็นเรื่องที่สำคัญในลำดับต้นๆ การพัฒนาให้มีความรู้ทันกับยุคสมัยและการมองโลกทั้งใบเป็นเรื่องสำคัญน้อยในวันเวลาที่มีการจ้างงานแบบตลอดชีพ เมื่อคนหนุ่มสาวเข้าทำงานที่ Metropolitan Life หรือ บริษัทโทรศัพท์ขนาดใหญ่ หรือ General Motors หรือ Royal Dutch/Shell หรือ Mitsubishi พวกเขามักคาดหวังว่าจะอยู่ทำงานที่นั่นจนเกษียณ นึกเอาว่าบริษัทจะอยู่กับเขาไปตลอดชีวิตการทำงานของตน แต่แท้ที่จริงแล้ว มีบริษัทเพียงจำนวนน้อยที่ยังคงประสพความสำเร็จได้เกินกว่ายี่สิบถึงสามสิบปี ช่วงอายุขององค์กรกำลังสั้นลงทุกที และไม่ใช่แต่ในอุตสาหกรรมจำพวกที่ตกต่ำลงเท่านั้น ในปี 1990 บริษัท Digital Equipment จัดเป็นบริษัทใหญ่ที่สุดอันดับสองของวงการอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ เพียงสิบปีต่อมา มันกลับไม่สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ ตอนช่วงต้นทศวรรษปี 1980s ไม่มีใครที่จะประสบความสำเร็จไปมากกว่า IBM แต่ครั้นพอถึงช่วงทศวรรษปี 1990s บริษัทกลับต้องปลดพนักงานออกมากกว่า 100,000 ตำแหน่ง แล้วนี่ ยังมีใครที่พอจะจำอุตสาหกรรมรถยนต์ของอังกฤษที่ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่ได้บ้าง?
จากการที่บริษัทยักษ์ใหญ่ม้วนเสื่อจากการผลิต มาสนับสนุนการจ้างให้บริษัทอื่นทำการผลิตแทน การปลดคนออกก็ยิ่งมีมากขึ้น นับจากนี้ไป คนหนุ่มสาวที่เข้าเป็นแรงงานในปี 2000 ผู้ซึ่งอาจมีชีวิตการทำงานได้สัก 50 ปีนั้น มีความคาดหมายได้เพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่มีหนทางเอาเลยในการทำงานให้กับบริษัทเพียงบริษัทเดียว แม้เพียงเวลาสักสิบปีก็ยังยาก ในยุคนี้ ผู้คนต้องรับผิดชอบต่ออนาคตของพวกเขาเอง เขาไม่อาจหวังแต่เพียงการเลื่อนตำแหน่งขึ้นไปตามสายบังคับบัญชาเท่านั้น
สิ่งที่ดีอย่างยิ่งเกี่ยวกับความรู้ก็คือ มันเคลื่อนที่และถ่ายโอนได้ ความรู้เป็นของท่าน ไม่ใช่ของนายจ้างของท่านหรือของรัฐ และในวันนี้ มันขายได้ราคาดีเสียด้วย
ด้วยการมีตลาดที่มีศักยภาพสำหรับการศึกษาผู้ใหญ่แบบต่อเนื่อง มันจึงมีขนาดอย่างน้อยร้อยละ 40 ของแรงงานของประเทศที่พัฒนาแล้ว สถานศึกษาที่มีอยู่ตามปกตินั้นไม่พอเพียงอีกต่อไป สถาบันเหล่านั้นแพงเกินไป และมีไม่มากพอต่อความต้องการ ในมลรัฐแคลิฟอเนียตอนใต้ที่ๆผมสอน การจราจรติดขัดมาก ผู้ที่มีครอบครัวแล้วและต้องทำงานเต็มวัน ลำบากเกินกว่าที่จะเดินทางไปเรียนยังสถาบันการศึกษาแบบดั้งเดิมได้ พวกเขาต้องการวิธีที่ยืดหยุ่นและเข้าถึงได้ในการเรียนรู้
ในขณะนี้ มีวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยหลายแห่งได้ใส่ครูและหลักสูตรที่ดีที่สุดของพวกเขาไว้ในอินเทอร์เน็ต ผมเองก็เพิ่งจะสร้างโปรแกรมการสอนขึ้นสิบโปรแกรมทำการตลาดบนเว็บโดย Corpedia นักศึกษาสามารถเข้าถึงสื่อชนิดนี้ได้จากบ้านในเวลาว่างที่พวกเขาสะดวก ไม่เช่นนั้น เราก็อาจแปลงบทเรียนเป็นข้อมูลดิจิทัล แล้วส่งไปยังศูนย์การเรียนผ่านดาวเทียม ที่นักศึกษากลุ่มเล็กๆสามารถมาพบปะกันหลังเลิกงาน
ลองหลับตานึกถึงความสามารถที่ซ่อนอยู่ของการเรียนแบบออนไลน์สำหรับประเทศยากจน ที่จะกระโดดขึ้นจากสภาพเช่นนั้นไปตามบันไดแห่งการพัฒนา สมมุติว่า นักการเมืองในประเทศนั้นไม่ได้พยายามที่จะควบคุมเนื้อหาของอินเทอร์เน็ตและระบบการส่งผ่านข้อมูล ประชาชนในประเทศที่กำลังพัฒนา จะสามารถใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเข้าถึงมันสมองที่ดีที่สุดของโลกที่พัฒนาแล้ว และเข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างตึกเรียนและคณะทำงานจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ชายหนุ่มหญิงสาวที่มีมันสมองดีและมีความทะเยอทะยานของประเทศที่กำลังพัฒนา จะได้รับการศึกษาอย่างดีชั้นหนึ่งโดยไม่จำเป็นต้องจากบ้านเกิดเมืองนอน ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาสมองไหลอันเป็นการขยายช่องว่างระหว่างประเทศที่ร่ำรวยและประเทศที่ยากจนให้กว้างยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม การสอนแบบออนไลน์นี้มีข้อดีไม่เพียงแต่ในเรื่องประสิทธิภาพด้านเวลาและค่าใช้จ่ายเท่านั้น มันยังยืดหยุ่นกว่าชั้นเรียนปกติที่เมื่อผู้เรียนไม่เข้าใจใจความสำคัญของบทเรียนในการเรียนครั้งเดียว ก็สามารถดูสื่อนั้นซ้ำได้ (Replay) ปฏิสัมพันธ์ (Interactivity) ของการศึกษาแบบออนไลน์ การผสมกลมกลืนกันของกราฟิกและรูปภาพเข้ากับคำบรรยาย ทำให้มันได้เปรียบห้องเรียนแบบปกติ ด้วยความสามารถในการโต้ตอบของอินเทอร์เน็ต ทำให้เราได้ผลของอัตราส่วนระหว่างครูกับผู้เรียนเท่ากับหนึ่งต่อหนึ่ง ไม่ว่าจะอยู่ ณ ประเทศใด เราสามารถจัดตั้งห้องพูดคุย (Chat Room) และกลุ่มของผู้เรียนขึ้นได้โดยง่าย เพื่อสนทนาโต้ตอบถึงวิธีการที่ดีที่สุดในการนำความคิดที่ได้จากแหล่งต่างๆทั่วโลก มาใช้กับธุรกิจในระดับท้องถิ่น หรือองค์กรสาธารณสุข หรือองค์กรอื่นๆ กล่าวย่อๆก็คือ ในที่สุด เราก็ได้มาซึ่งวิธีการที่จะส่งเสริมผลิตผลในการศึกษาให้ดีขึ้น จากประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา การศึกษาต่อเนื่องแบบออนไลน์แบบใหม่ของผู้ที่ได้รับการศึกษาดีแล้วนี้ จะไม่มาแทนที่การศึกษาแบบดั้งเดิม โดยปกติ ช่องทางใหม่ของการจัดจำหน่ายจะเป็นการเพิ่มและเป็นส่วนเติมเต็มให้สมบูรณ์ขึ้น มากกว่าที่จะเข้ามาแทนที่ช่องทางเดิม ดูกรณีของโทรทัศน์เป็นตัวอย่าง มันไม่ได้ทำให้วิทยุ หรือหนังสือวารสาร หรือหนังสือเล่มสูญหายไป โทรทัศน์เมื่อครั้งที่ยังเป็นสื่อใหม่นั้น เกิดขึ้นพร้อมกับความนิยมของผู้ใช้จำนวนมาก แต่ทว่าสื่ออื่นๆ ก็ยังคงเติบโตต่อไปและแพร่หลายมากยิ่งขึ้นเช่นเดียวกัน
การศึกษาต่อเนื่องแบบออนไลน์กำลังสร้างขอบเขตทางการศึกษาใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม และมันก็เป็นอนาคตของการศึกษา มีตลาดผู้ซื้อจากทั่วโลกอยู่ที่นี่ ซึ่งมีมูลค่านับแสนล้านดอลลาร์
หมายเหตุ:
Peter Ferdinand Drucker เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 1909 ณ กรุงเวียนนา เขาเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายออสเตรีย เป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านการจัดการ ครู และนักเขียน เจ้าของงานเขียนแนวจารีตนิยมสำหรับบริษัทธุรกิจสมัยใหม่ ดรัคเกอร์ได้รับปริญญาเอกด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยฟแรคเฟิท (University of Frankfurt) และทำงานเป็นนักหนังสือพิมพ์อยู่ในประเทศเยอรมัน ก่อนที่จะหนีไปยังประเทศอังกฤษในปี 1933 หลังจากการขึ้นสู่อำนาจของอด็อลฟ ฮีทเลอร์ (Adolf Hitler) เขาทำงานอยู่ในอังกฤษจนถึงปี 1937 จึงย้ายไปยังประเทศสหรัฐ เพื่อเป็นที่ปรึกษาให้แก่ธนาคารบรีทิฌ (British Bank) เขาทำธุรกิจที่นั่น และเป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศให้กับหนังสือพิมพ์ของอังกฤษหลายฉบับ เขาแปลงสัญชาติเป็นอเมริกันและเป็นศาสตราจารย์คณะการจัดการที่มหาวิทยาลัยนิวยอร์ค ตั้งแต่ปี 1950 ถึง 1972 และได้รับชื่อเสียงว่ามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาความรู้ด้านการจัดการ
ผู้สังเกตการณ์บางท่านแบ่งหนังสือและบทความจำนวนมากของดรัคเกอร์ออกเป็นสี่ประเภท งานในช่วงต้นของเขา เช่น The End of Economic Man (1939) และ The New Society (1950) พูดถึงธรรมชาติของสังคมในทางอุตสาหกรรม หนังสือประเภทที่สอง ประกอบด้วย The Concept of the Corporation (1946) และ The Practice of Management (1954) อธิบายความคิดทั่วไปเกี่ยวกับการจัดการธุรกิจสมัยใหม่ สาม งานช่วงต่อมา ประกอบด้วย America’s Next Twenty Years (1957) และ Technology, Management and Society (1970) ให้การคาดเดาถึงผลกระทบในอนาคตของการพัฒนาในฐานะที่เป็นความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และสุดท้าย มีงานเขียนที่กล่าวถึงปัญหาของการจัดการเกี่ยวกับบริษัทในแง่ที่เป็นไปได้ในสภาพอันแท้จริง ที่เด่นก็มี Management in Turbulent Times (1980) และ The Changing World of the Executive (1982; รวมบทความ) งานเขียนเล่มล่าสุดของเขาคือ Management Challenges for the 21st Century ซึ่งเขาเขียนขึ้นเมื่อปี 1999 นี้เอง ในขณะที่มีอายุได้เกือบ 90 ปี
ดรัคเกอร์ เป็นผู้บัญญัติศัพท์คำว่า “Webucation” (ผนวกคำว่า Web Technology เข้ากับ Education) เพื่อใช้เรียกการศึกษาต่อเนื่องแบบออนไลน์ซึ่งจัดเป็นนวัตกรรมชั้นสูงใหม่ล่าสุดของการศึกษา นอกจากคำว่า Webucation ยังมีผู้เรียกนวัตกรรมนี้ในชื่ออื่นๆอีกหลายชื่อ เช่น eLearning, eSchool, NetU, Virtual Classroom, E-Education และอื่นๆ กรุณาดูข้อมูลเกี่ยวกับโปรแกรมการสอนออนไลน์ของดรัคเกอร์ได้ที่ Corpedia